ทำไมถึงต้องเรียนพูดภาษาอังกฤษ

คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตของคนไทยไปแล้วก็ดูจะไม่ผิดนัก  เพราะถึงแม้ภาษาไทยจะเป็นภาษาแม่และเป็นเหมือนเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนไทย แต่คนต่างชาติไม่ได้เอาภาษาไทยเป็นภาษาทางการ จึงทำให้การเรียนและศึกษาภาษาอังกฤษที่ชาวต่างชาติกว่าพันล้านคนทั่วโลกใช้สื่อสารกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการท่องเที่ยว การดำรงชีวิตและการทำธุรกิจ  3 อย่างนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่จะมาตอบคำถามที่ว่า “ทำไมถึงต้องเรียนพูดภาษาอังกฤษ” ดูตัวอย่างง่าย ๆ ที่เกิดขึ้นจริง ในประเทศสิงคโปร์เขาให้ความสำคัญเรื่องภาษา เมื่อเด็กสิงคโปร์เติบโตขึ้นมาอย่างน้อยพวกเขาต้องพูดได้ 2 ภาษา คือจีน และ อังกฤษ

ทำไมถึงต้องเรียนพูดภาษาอังกฤษ
ทำไมถึงต้องเรียนพูดภาษาอังกฤษ

 

แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เหตุผลที่คนไทยควรจะเรียนภาษาอังกฤษนั้น ไม่ได้มีเหตุผลแค่ 3 อย่างนั้น ลองมาดูเหตุผลอื่น ๆ ว่ามีอะไรบ้าง

  1. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการหรือจะเรียกว่าเป็นภาษาโลกก็ได้
  2. เป็นการเพิ่มช่องทางในการทำธุรกิจ และโอกาสในการเพิ่มรายได้เข้ากระเป๋า
  3. มีประเทศกว่า 53 ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ
  4. ข่าวสารที่รับฟังจากทั่วโลก จะสื่อสารกันโดยใช้ภาษาอังกฤษ
  5. การเรียนรู้งานหรือการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อดูงานจะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร
  6. เมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว คนต่างชาติจะมีบทความภายในประเทศของเรามากขึ้น ภาษาอังกฤษก็จะมีการใช้งานมากขึ้นเช่นกัน
  7. นอกจากการสื่อสารที่ทำได้กว้างขวางขึ้น คุณยังจะได้รับรู้ถึงวัฒนธรรมการเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านั้นได้ด้วยการใช้ภาษาอังกฤษเป็นตัวกลางเอาไว้ทำความเข้าใจ
  8. อาจจะนอกเรื่อง แต่ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษได้ล่ะก็ แหม..! มันภูมิใจและดูดีทีเดียว

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่จะบอกคุณให้รู้ว่าคุณควรจะเรียนภาษาอังกฤษให้แตกฉานและใช้งานมันได้คล่องไม่แพ้เจ้าของภาษา มันจะทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจในทักษะใหม่และกล้าที่จะออกไปสู้โลกกว้างเมื่อโอกาสนั้นมาถึง

ฝึกภาษาอังกฤษจากหนังฝรั่งสุดเจ๋ง ตอนที่ 2

เมื่อครั้งที่แล้วเราพูดถึงการดูหนังฝรั่งแบบไม่มีบรรยายและห้ามแปลไทยเด็ดขาด มันจะทำให้คุณจดจำบทสนทนาและการแสดงท่าทาง สีหน้ารวมถึงอารมณ์ของนักแสดงได้เป็นอย่างดี แต่มันก็ยังไม่เพียงพอหรือยังไม่สมบูรณ์พอนั้นเอง ในตอนที่ 2 นี้ เราจะมาเพิ่มเติมทักษะการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองจากหนังฝรั่ง นั้นคือการเขียนคำศัพท์ที่เราจดจำมาได้จากในหนังและแปะมันไว้ตามข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน มาดูกันว่าต้องทำอย่างไร

วิธีการนี้ก็ไม่ยากอีกเช่นกัน เมื่อคุณทำตามตอนที่ 1 มาแล้ว คุณจะเข้าใจภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ในหนังเรื่องที่คุณเปิดดู ในขั้นตอนนี้ขอเพียงแค่ให้คุณดึงคำศัพท์นั้น ๆ ออกมาแปะกับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านของคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น ในหนังอาจจะพูดถึงประตูแต่พูดออกมาเป็นประโยคว่า “ Open the Door ” และคุณฟังมันเข้าใจ ก็ให้คุณเขียนใส่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ แล้วไปแปะที่หน้าประตู ในที่นี้คุณจะจำคำศัพท์ได้ถึง 3 คำ ไม่ใช่แค่คำว่าประตูคำเดียว เพราะในหนัง เมื่อนักแสดงพูดคำนี้ขึ้นมา ก็จะต้องมีการเปิดประตูเกิดขึ้น คุณก็จะเข้าใจด้วยตัวคุณเองโดยอัตโนมัติเลยว่า มันคือคำสั่งที่ต้องการให้คนอื่นเปิดประตู หรือเป็นการเรียกให้คนที่อยู่ในบ้านเดินมาเปิดประตู

World of Warcraf Movie
World of Warcraf Movie

 

คุณทำแบบนี้กับทุกอย่างที่คุณสามารถฟังคำศัพท์นั้นรู้เรื่อง ฉีกแผ่นกระดาษเป็นแผ่นเล็ก ๆ เตรียมไว้ และจดคำพูดหรือบทสนทนาที่แกะออกมาได้ลงไป แปะตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน คุณเดินไปตรงไหนก็จะเห็นมัน และจะจำมันได้เอง ที่สำคัญคือคุณจะไม่ลืมมันด้วย แต่บางท่านอาจจะเถียงกลับมาได้ว่า ก็นั้นเป็นคำศัพท์ที่เรารู้อยู่แล้วนี่ แล้วคำศัพท์หรือคำสนทนาที่เราไม่รู้ล่ะ เราจะทำอย่างไรกับมัน คำตอบคือ มาดูกันเลยว่าต้องทำอย่างไร

หากคุณไม่รู้คำศัพท์หรือความหมายในบทสนทนาที่นักแสดงกำลังแสดงให้คุณดูอยู่ คุณเพียงแต่เดาความหมายได้ว่าพวกนักแสดงจะต้องการให้คุณเข้าใจในเรื่องอะไร ยกตัวอย่างเช่น นักแสดงชี้ไปที่ครัวแล้วพูดว่า “ Go to the kitchen ” คุณฟังได้เพียงว่า Go to the คุณไม่เข้าใจคำว่า Kitchen แต่คุณเข้าใจประโยคและความหมายของนักแสดงว่ากำลังชี้นิ้วไปที่ห้องครัว และคุณรู้ว่านั้นคือห้องครัว และเข้าใจถึงคำว่า Kitchen ต้องแปลว่าห้องครัวเป็นแน่ ก็ให้คุณเขียนลงในกระดาษว่า Go to the kitchen คุณจะเขียนว่า kitshen หรือ kidchen หรือเขียนอย่างไรก็ได้ ให้ตัวคุณเองอ่านได้เหมือนนักแสดงที่พูดออกมา คุณไม่จำเป็นต้องเขียนให้มันถูกต้องทั้งหมด แล้วเมื่อคุณมีเวลาว่างคุณค่อยไปหาคำแปลหรือหรือความหมายจากพจนานุกรมก็ได้ คุณจะเจอว่าห้องครัวอ่านออกเสียงแบบเดียวกันกับที่คุณได้ยินมาจากหนังเลยทีเดียว

ถ้าคุณได้อ่านตอนที่ 1 และ 2 พร้อมปฏิบัติตามมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว คุณจะพบกับคุณคนใหม่ในร่างเดิม ที่มีความกล้าในการฟังภาษาอังกฤษและกล้าที่จะดูหนังฝรั่งโดยไม่มีบรรยาย ขอให้คุณฝึกทบทวนมันหลาย ๆ รอบ และเขียนลงกระดาษแปะมันไว้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน ห้องรับแขกหรือห้องครัว เทคนิคนี้จะทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็วและสามารถใช้งานได้จริง

เดี๋ยวก่อน! แป๊ปเดียว! พรุ่งนี้แล้วกัน! ศัตรูตัวร้ายของความสำเร็จ

การผัดวันประกันพรุ่งนั้นใคร ๆ ก็รู้ว่ามันไม่ใช่นิสัยของคนขยันและแน่นอนมันต้องไม่ใช่นิสัยของผู้ที่ต้องการเติบโตเป็นเจ้าของธุรกิจ การพูดปัดจนติดเป็นนิสัยถึงกับแก้ไม่หายของคนหลายคน เป็นเหตุทำให้เพื่อน แฟน หรือคนในครอบครัวเอือมระอากันเลยทีเดียว นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานซึ่งมันเป็นที่ยอมรับไม่ได้อยู่แล้วกับการทำงาน แล้วคุณล่ะเป็นแบบนี้ด้วยรึเปล่า ถ้าคุณกำลังเป็นคนแบบนี้อยู่ นั้นหมายความว่าคุณคือคนขี้เกียจ…ฟันธง !

หากเราไม่โกหกตัวเองและเปิดใจที่จะยอมรับความเป็นตัวของตัวเอง คุณจะรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีว่า เออ…เรานี่มันขี้เกียจนี่หว่า เพราะฉะนั้นคุณควรจะเปลี่ยนมุมมองและทัศนะคติทั้งหมดเกี่ยวกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย ไม่ใช่คิดแค่ว่าหากฉันทำแล้วไม่ได้เงิน ฉันไม่รีบแล้วกัน ถ้างานไหนที่ฉันทำแล้วได้เงิน ฉันค่อยรีบทำ การคิดแบบนี้มันไม่ได้เปลี่ยนตัวตนที่แท้จริงของคุณ คุณเพียงแค่ซ่อนความขี้เกียจนั้นเอาไว้ใต้พรมที่สกปรก

เพราะฉะนั้นคุณควรจะกำจัดความสกปรกใต้พรมของคุณให้สะอาดทั้งข้างบนและข้างล่าง วิธีนี้แก้ได้ง่ายมาก เพียงแค่หากมีใครมาชวนคุณไปไหนก็ตาม คุณพิจารณาดูแล้วว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับตัวคุณถ้าได้ไปกับเขาด้วย จงคิดไว้เสมอว่า คุณต้องตอบรับการเชิญชวนนั้นในทันทีและหยุดให้ความสนใจกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้านั้นซะ คุณควรจะรีบออกไปกับเขาให้เร็วที่สุด ก่อนความขี้เกียจที่เป็นเพื่อนสนิทของคุณจะมาเยือน เมื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนไม่ผัดวันประกันพรุ่งได้ทีละเล็กทีละน้อยแล้ว คุณจะรับรู้ได้ถึงโลกใบใหม่เลยว่า มีสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้และสนุกกับมันได้อีกเยอะทีเดียว สิ่งสำคัญที่จะตามมานั้นคือขนาดของสังคมที่ใหญ่ขึ้น เพื่อนหน้าใหม่ที่มากขึ้นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน ทั้งนี้ก็คงต้องรวมไปถึงหน้าที่การงานของคุณจะต้องส่งผลที่ดีกับตัวคุณแน่นอน

ศัตรูตัวร้ายของความสำเร็จ
ศัตรูตัวร้ายของความสำเร็จ

จะเห็นได้ว่า เพียงแค่คุณเพิ่มความกระตือรือร้นขึ้นมาเพียงนิดเดียว ความสุขในครอบครัวและในหน้าที่การงานก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทุกอย่างรอบตัวคุณจะเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การสั่งงานลูกน้องของคุณจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะเขาจะมองคุณเป็นตัวอย่างในการทำงาน ถ้าเจ้านายไม่ขี้เกียจ ลูกน้องก็จะไม่กล้าขี้เกียจ นี่คือหลักการขั้นพื้นฐานที่สุดในการบริหารงาน ถ้าคุณต้องการจะประสบผลสำเร็จในชีวิตการทำงาน คุณจะต้องประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวของคุณเองให้ได้เสียก่อน หยุดการผัดวันประกันพรุ่งซะเดี๋ยวนี้

ฝึกภาษาอังกฤษจากหนังฝรั่งสุดเจ๋ง ตอนที่ 1

หลาย ๆ ท่านคงต้องเบือนหน้าหนีเป็นแน่ถ้าได้ยินเพื่อนหรือใครชวนไปดูหนังซาวด์แทร็คที่ไม่มีการบรรยายไทย คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ ? หากคุณตอบว่าใช่ … คุณเคยคิดไหมว่าทำไมเราถึงกลัวการดูหนังที่ใช้ภาษาอังกฤษโดยไม่มีบรรยายไทย ในความเป็นจริงคุณลองมองดูตัวของคุณเองว่า หากต้องการเก่งภาษาอังกฤษแต่ตัวเองดันหนีมัน แล้วจะไปเก่งได้อย่างไร

หนังฝรั่งที่ใช้เสียงพากย์ต้นฉบับแบบไม่มีบรรยายไทยมันเป็นการเรียนภาษาอังกฤษที่เจ๋งที่สุดวิธีหนึ่งในบรรดาหลาย ๆ วิธี เป็นดั่งขุมทรัพย์ทองคำที่อยู่ใกล้ตัว คุณไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อที่จะไปฟังเสียงและเรียนรู้จากเจ้าของภาษาซะด้วย ไม่ต้องเสียเงินไปหาอาจารย์ฝรั่งหรือพยายามคบเพื่อนฝรั่ง ถึงแม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีเพื่อนหรืออาจารย์ที่เป็นฝรั่งนั้นก็เป็นอีกทางที่ดีเช่นกัน แต่ในที่นี้เราจะกล่าวเฉพาะในเรื่องการฝึกภาษาอังกฤษจากหนังซาวด์แทร็คที่ต้องไม่มีบรรยายไทยหรือบรรยายภาษาอังกฤษนะห้ามเด็ดขาด

วิธีการฝึกก็ไม่ยาก เพียงคุณเปิดหนังฝรั่งมา 1 เรื่อง แบบไม่มีบรรยาย นั่งหรือนอนดูมันไปจนจบ จับสำเนียงและท่าทางการแสดงออกของนักแสดง ไม่จำเป็นต้องแปลไทย ขอให้คุณจำแต่คำสนทนาที่เป็นภาษาอังกฤษไว้ก็พอ พร้อมกับดูฉากมันส์ ๆ ในหนังไปด้วยในตัว นั้นมันทำให้คุณเพลินไปด้วยเลยทีเดียว คุณลองสังเกตว่าทำไมคนที่ต้องการเป็นภาษาอังกฤษเร็ว ๆ นั้นจะต้องบินไปที่ประเทศเจ้าของภาษา เพราะเขาต้องการบังคับตัวเองให้ใช้ภาษานั้นเอง วิธีการนี้ก็เช่นเดียวกัน ขอให้คุณนั่งดูหนังฝรั่งไป 1 เรื่องที่คุณเคยดูมาแล้วและชอบหนังเรื่องนั้นมาก แต่รอบนี้ขอให้คุณเปิดแบบซาวด์แทร็คไม่มีบรรยาย นั่งดูไปหลาย ๆ รอบ อาจจะตั้งกฎให้ตัวเองสักหน่อยว่า ต้องฝึกดูหนังวันละ 3 รอบเป็นอย่างน้อย และคอยดูอารมณ์ของนักแสดงเวลาพูดคุยกัน คุณไม่จำเป็นจะต้องไปคอยเปิดพจนานุกรม ขอให้คุณดูไปเรื่อย ๆ เท่านั้น หรือคุณลองทำตามนี้ดูก็ไม่เสียหายอะไร จำไว้ว่าดูหนังฝรั่งอย่าแปลไทยแม้จะแปลในหัวของคุณก็ตาม

  • วันที่ 1 ดูหนังฝรั่งที่ชอบ 3 รอบ เมื่อดูจบแต่ละรอบให้ทบทวนดูว่านักแสดงสนทนากันเรื่องอะไร แค่เดาก็พอ
  • วันที่ 2 ดูหนังฝรั่งเรื่องเดิมอีก 3 รอบ เมื่อดูจบทบทวนบทสนทนาที่เราพอฟังทันหรือพอเข้าใจ
  • วันที่ 3 ดูหนังฝรั่งเรื่องเดิมอีก 3 รอบ วันนี้คุณจะทึ่งในตัวคุณเองเลยว่าทำไมคุณเริ่มเข้าใจมันเกือบทั้งหมด
Star wars Movie
Star wars Movie

มันเป็นเรื่องที่ง่ายมากแต่ทุกคนมองข้ามไปกันหมดเพราะความไม่กล้า และไม่สนใจในการฝึกฝน คุณจะใช้เวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้นในการทำความเข้าใจหนังฝรั่งหนึ่งเรื่อง หรือหากคุณยังเข้าใจมันได้ไม่ทั้งหมดอย่างน้อย 50% คุณต้องเข้าใจมันแน่นอน และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคุณแล้ว เมื่อคุณพอเข้าใจคุณก็จะมีกำลังใจในการสู้ต่อไป ลองเปลี่ยนเรื่องดูไปอีก 2-3 เรื่อง แล้วดูวนไปวนมาระหว่าง 3 เรื่องนั้น อย่าเพิ่งรีบไปดูเรื่องอื่น คุณจะตกใจกับตัวเองเลยแหละว่าเราก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินแพง ๆ เรียนกับฝรั่ง

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการจดบันทึก ถ้าคุณสามารถฟังบทสนทนาและแยกคำศัพท์ที่นักแสดงคุยกันได้ คุณควรจดมันลงในสมุดและเขียนแยกกันไปในแต่ละฉาก แต่ขอให้จดเป็นภาษาอังกฤษนะ อย่าโกงตัวเองล่ะ เมื่อคุณจดมันลงไปแล้วคุณลองพูดคำสนทนานั้นออกมาและเลียนแบบสำเนียงของนักแสดงให้เหมือนมากที่สุด ทำมือทำไม้ให้มีท่าทางเหมือนกับนักแสดงในฉากที่คุณกำลังฝึกพูด ทำสีหน้าและแสดงอารมณ์ให้ได้ตามเขา ฝึกวนไปวนมาหลาย ๆ ครั้ง เพียงเท่านี้จริง ๆ คุณควรคิดอยู่แต่เพียงเฉพาะภาษาอังกฤษในหัวในช่วงเวลาที่ฝึกเท่านั้น คุณก็จะเก่งขึ้นได้ทันใจ เห็นไหมล่ะ มันง่ายจริง ๆ แล้วจะรออะไรอยู่ ไปหาหนังฝรั่งสุดมันส์มาเปิดดูกันเลย แล้วเรามาติดตามกันใหม่ใน ฝึกภาษาอังกฤษจากหนังฝรั่งสุดเจ๋ง ตอนที่ 2

คุณรู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือยัง

ทุกคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ต้องการประสบกับความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประสบความสำเร็จเรื่องการเรียน การงาน การเงิน ธุรกิจ หรือแม้แต่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตคู่ ดังนั้นการค้นหาหนทางแห่งความสำเร็จจึงมีความหมายที่ยิ่งใหญ่พอ ๆ กับความสุขที่จะได้รับมาพร้อมกัน การตั้งคำถามกับตัวคุณเองเป็นวิธีที่จำเป็น เพราะมันคือการตอบคำถามและเป็นการประเมินความรู้ความสามารถทั้งหลายในตัวคุณว่า คุณควรจะเรียนคณะอะไรหรือควรจะทำอาชีพอะไรถึงจะเหมาะสมกับตัวคุณ และคำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณประสบกับความสำเร็จได้ง่ายขึ้นในเร็ววัน

ด้วยเหตุนี้… คุณควรสำรวจนิสัยของตัวเองโดยการทำแบบทดสอบ เพราะหากคุณไม่รู้จักตัวเองดีพอ ก็จะไม่สามารถแก้ไขจุดบกพร่องได้อย่างถูกจุดและทันเวลา แต่ประเด็นสำคัญที่สุดในการตั้งคำถามคือการไม่โกหกตัวเอง เพราะถ้าแค่การตั้งคำถามคุณยังโกหกตัวเอง คำตอบที่คุณจะตอบมันก็จะไม่พ้นคำตอบที่โกหกอยู่ดี  เรามาดูคำถามเบื้องต้นที่ควรจะถามตัวเองกัน การตั้งคำถามยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น

  • ฉันสามารถตื่นนอนได้เช้าที่สุดตอนกี่โมง
  • ฉันมีความสามารถในด้านไหนมากที่สุด
  • ฉันต้องการผ่อนคลายกับความเครียดจากการทำงานด้วยวิธีใด
  • ฉันควรจะประหยัดค่าใช้จ่ายขนาดไหนกับรายได้ในปัจจุบัน
  • ฉันสามารถลดรายจ่ายในการเดินทางได้อีกหรือไม่
  • ฉันสามารถแบ่งเวลาให้กับการอ่านหนังสือได้มากที่สุดกี่ชั่วโมงต่อวัน

คำถามเหล่านี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ในการทดสอบตัวคุณเอง ลองคิดคำถามง่าย ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันหรือคำถามที่เกี่ยวกับการจัดการทั้งหลายในชีวิตของคุณขึ้นมาอย่างน้อยสัก 15 คำถาม แล้วคุณจะเริ่มมองเห็นว่าสิ่งที่ตัวคุณเองทำอยู่นั้นดีพอหรือไม่ และควรจะเป็นไปในทิศทางนั้นจริงหรือเปล่า

คุณรู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือยัง
คุณรู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือยัง

เมื่อคุณตอบคำถามทุกข้อได้แล้ว พึงสำรวจและอ่านมันอีกสัก 2-3 รอบ คุจะเห็นได้ว่าความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวของคุณเองนั้นยังมีเหลืออยู่อย่างมากมายจนไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างง่าย ๆ

  • คำถาม ข้อที่ 1 ฉันสามารถตื่นนอนได้เช้าที่สุดตอนกี่โมง
  • คำตอบ ฉันสามารถตื่นได้เช้าที่สุดประมาณ 06.00 นาฬิกา แต่นอนต่อจนถึง 07.30 นาฬิกา เพราะยังสามารถไปทำงานได้ทัน

การตอบคำถามแบบนี้ถือว่าเป็นการตอบคำถามที่ไม่โกหกตัวเองและสามารถนำมาใช้งานให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาตัวของคุณเองได้ คุณจะเห็นได้ว่าคุณตื่นตอน 06.00 นาฬิกา อาจจะเพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ แต่ความเป็นจริงแล้วคุณจะตื่นมาปิดนาฬิกาปลุกและจะนอนต่อจนถึงเวลา 07.30 นาฬิกา แสดงว่าคุณสูญเสียเวลาไปถึง 1.30 ชั่วโมงโดยไร้ความหมายและไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลยจากเวลาที่สูญเสียไป

เพราะฉะนั้นการตั้งคำถามด้วยความเป็นจริงและไม่โกหกตัวเอง การประเมินคุณค่าและความสามารถในตัวของคุณ จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุณจะหยิบเวลาที่คุณทำมันหายไปนั้นกลับคืนมาใช้ให้เกิดรายได้ เกิดความรู้ หรือเกิดประโยชน์ต่าง ๆ ตามแต่ที่ต้องการ ส่วนสำคัญที่สุด คุณจะรู้จักตัวเองและสิ่งที่คุณควรจะทำในอนาคต