วิธีขจัดขวากหนามในการพัฒนาตัวเอง

ต้องยอมรับว่าโลกในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เกิดขึ้นพร้อมกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือที่แทบจะเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์จิ๋ว แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ และสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ทะลุทะลวงไปได้ทุกมุมของโลก ไม่นับรวมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บและนวัตกรรมการขับขี่ใหม่ ๆ แต่ในที่นี่เราจะมาพูดถึงเฉพาะการพัฒนาตนเอง จึงยกมาเพียงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเท่านั้น สิ่งเหล่านี้หากจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาก็สามารถทำได้ แต่มุมกลับ มันก็สามารถทำลายการพัฒนาของคุณได้เช่นกัน

ภัยร้าย ! จากโทรศัพท์ ถ้าคุณเป็นนักเรียนหรือมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการอ่านหนังสือหรืออาชีพที่ต้องใช้สมาธิมาก ๆ ในการทำงาน โทรศัพท์มือถือนี่แหละ เป็นตัวถ่วงการทำงานของคุณได้อย่างดียิ่ง เพราะนอกจากเสียงโทรศัพท์ที่เพื่อนหรือคนในครอบครัวของคุณจะโทรมาหาคุณได้ตลอดเวลาทั้งวันแล้ว เสียงเตือนจากโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมามากมายนั้น เช่น ไลน์ สไกป์ เฟสบุ๊ค ก็จะส่งเสียงดังออกมาตลอดเวลาเช่นกัน ทำให้การทำงานหรือการอ่านหนังสือที่ต้องใช้สมาธิและความเงียบอย่างมากสะดุดลง กระบวนการคิดและวิเคราะห์ที่กำลังทำงานอย่างต่อเนื่องนั้นได้หยุดชะงักลงเพียงเพราะเพื่อนของคุณโทรมานัดไปเตะบอลตอนเย็น หรือเพียงเพราะแฟนคุณโทรมาถามว่าเย็นนี้จะทานอะไรที่บ้าน สิ่งเหล่านี้หากจะบอกว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็นก็ไม่สามารถบอกแบบนั้นได้ แต่หากว่าถ้าคุณได้จัดการตารางชีวิตของคุณอย่างดีแล้ว คุณควรจะใช้เวลาว่างในการโทรไปบอกเพื่อนและแฟนของคุณซะ ว่าจะทำอะไรเมื่อไรและจะทานอะไรเป็นมื้อเย็นสำหรับวันนี้ และปิดเสียงโทรศัพท์ซะ เมื่อทำงานเสร็จก็ค่อยเปิดเสียงตามปกติ

วิธีขจัดขวากหนามในการพัฒนาตัวเอง
วิธีขจัดขวากหนามในการพัฒนาตัวเอง

เรื่องเก่า ๆ ในอดีต ผลของการทำงานที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วจะเป็นผลจากการทำงานที่ผ่านมา หมายความว่าเมื่อคุณทำสิ่ง ๆ นั้นมาได้ดีแล้ว ผลตอบรับก็ต้องดีไปตามที่มันควรจะเป็น แต่หากว่าผลตอบรับมันไม่ดีตามที่คุณคิด คุณก็ควรจะปล่อยผ่านมันไป ให้มันเป็นเรื่องของอดีต ไม่ควรเอาเก็บมาคิดให้ปวดหัวและเป็นปัญหากับงานปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้าของคุณ

เรื่องในอนาคต การคำนึงถึงอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่หากคุณต้องการให้ผลออกมาดีในอนาคต คุณก็ต้องทำปัจจุบันให้ดีเสียก่อน ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งเพ้อเจ้อเพ้อฝันอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะรวย เราจะสอบติดที่นั้นที่นี่ โดยที่ในขณะนั้นคุณไม่มีหนังสืออยู่ในมือ ไม่ได้อ่านหนังสือ แต่ตัวคุณกำลังเดินช็อปปิ้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า แบบนี้จะไปทำให้อนาคตของคุณสำเร็จตามที่ต้องการได้อย่างไร ฉะนั้นเรื่องในอนาคตก็ไม่ต้องไปกังวลกับมันมากหากแม้แต่ในปัจจุบันคุณทำผลงานออกมาได้ดีแล้ว ผลตอบรับอย่างน้อยถ้าไม่ดีตามที่ต้องการแต่มันต้องดีตามสมควรของมัน

นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ยังมีเรื่องของครอบครัว เรื่องของญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานทั้งหลาย ที่จะคอยรบกวนคุณตอนที่คุณต้องการสมาธิในการทำงานได้ คุณควรจะคุยกับพวกเขาเหล่านั้นให้เสร็จก่อนที่คุณจะทำงานหรือคุยหลังจากที่คุณทำงานไปได้เสร็จหมดแล้ว งานของคุณถึงจะเกิดประสิทธิภาพอย่างที่สุด และจะไม่มีอะไรเป็นขวากหนามในการพัฒนาตัวของคุณได้เลย

การฝึกตัวเองให้เก่งจริงนั้นทำอย่างไร

ข้อที่ 1 ทุกคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในด้านที่ตนเองต้องการนั้น จะต้องมีความมุ่งมั่น จริงใจ อดทนต่อสิ่งที่พบเจอ และไม่ผัดผ่อนหรือหลบเลี่ยงปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข ไม่ใช่การมุ่งเน้นทำเฉพาะแค่ตอนที่มีกำลังใจแรงกล้า ทำแค่ตอนแรก ๆ ชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเบื่อแล้วหรือหมดความอดทนก็ทิ้งไป แทนที่จะได้สิ่งที่อุตส่าห์ฝึกฝนมากลับกลายเป็นว่าทุกอย่างมลายสูญไปเพียงไม่นาน และอาจจะต้องมาตั้งต้นกันใหม่ทั้งหมด เมื่อคุณมีลูกฮึดอีกรอบ การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่เสียเวลาเปล่า ไม่เกิดประโยชน์อันใดที่สามารถนำมาใช้ได้จริง การฝึกฝนที่ทำ ๆ หยุด ๆ จึงไม่ก่อให้เกิดความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืน คุณต้องมุ่งมั่น ตั้งใจ อดทน และไม่ท้อถอยเมื่อคุณเหนื่อยล้า แต่อาจจะหยุดพักเพื่อจะตั้งหลักและสู้ต่อไปจนถึงชัยชนะ
ข้อที่ 2 ความมุ่งมั่นตั้งใจ อดทนต่ออุปสรรคต่าง ๆ ที่พบเจอ คุณต้องหยุดและคิดถึงหนทางแก้ไข ลองผิดลองถูก จนเห็นหนทางที่แท้จริง ดั่งเช่น สตีฟ จอบส์ คน ๆ นี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างมาให้ดูว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝ่าฟันอุปสรรคที่เขาพบเจอ ไม่ว่าจะมากมายขนาดไหนเขาก็ผ่านมันมาได้เพราะความอดทน ความไม่ย่อท้อ ความไม่ลดละความพยายาม ถึงแม้บริษัทของเขาเกือบจะล้มหลายครั้ง การหักหลังที่เกิดขึ้นภายในบริษัทและความไม่เข้าใจกันระหว่างเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้ง แต่สตีฟ จอบส์ ก็อดทนและผ่านมันมาได้ ด้วยการคิดวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เขาเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากอีกหลายตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในโลก หรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ ถ้าเขาทำได้ คุณก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน

การฝึกตัวเองให้เก่งจริงนั้นทำอย่างไร
การฝึกตัวเองให้เก่งจริงนั้นทำอย่างไร

ข้อที่ 3 การฝึกตัวเองที่ดีนั้น จะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนไปด้วยพร้อม ๆ กัน เพราะนั้นจะทำให้คุณเข้ากับสังคมต่าง ๆ ได้อย่างไร้ข้อติติง และถึงแม้คุณจะโดนคนในสังคมไหนก็ตามตำหนิคุณมา แต่เขาก็จะตำหนิในเชิงบวก เพราะคุณทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน ทำตัวให้เป็นคนมีสัมมาคารวะ รู้จักกาลเทศะ แต่งตัวให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมาย หรือแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่ต่าง ๆ ที่ต้องไปทำงาน การยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ การซื้อของฝากติดไม้ติดมือไปด้วย จะเป็นการสร้างเครดิตความน่าเชื่อถือและสัมพันธ์อันดีเยี่ยมของคุณและสังคมในอนาคต การฝึกตนเช่นนี้ หากกล่าวไปก็เหมือนการลงทุนของชีวิต ที่มีแต่ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งนั้น ไม่เสียแรงหรือเสียเวลาเปล่าเลยที่จะลงทุนไป
ข้อที่ 4 ข้อสุดท้าย คือการจัดตารางชีวิตประจำวันและการตั้งเป้าหมาย หากคุณคิดว่าสามารถทำทั้ง 3 ข้อที่ผ่านมาได้แล้วนั้น สุดท้ายคุณเพียงแค่จดมันลงไปในกระดาษและอาจจะแปะมันไว้ที่ประตูห้องนอน ติดไว้ระดับสายตาให้คุณมองเห็นมันทุกเช้าก่อนออกไปทำงานว่าคุณต้องการทำอะไร และจุดสูงสุดที่คุณต้องการจะเป็นนั้นคืออะไร การจดตารางชีวิตประจำวันนั้นมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นให้สำเร็จไปได้ตามเวลาที่กำหนด คุณจะกลายเป็นคนที่คนอื่นนับถืออย่างยิ่ง การไปตามนัดหมายต่าง ๆ ทำได้ตรงเวลาและไม่พลาดที่จะเคลียร์คิวงานต่าง ๆ ให้ว่างก่อนที่จะไปเจอนัดหมายที่สำคัญ ซึ่งมันจะทำให้คุณประสบกับความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้างและจากผู้ใหญ่ในที่ทำงานหรือจากเพื่อนร่วมงาน ทุกคนสามารถผลักดันให้คุณไปอยู่ในจุดที่ต้องการได้อย่างแน่นอน
สรุป การฝึกตัวเองให้เก่งได้นั้น จะต้องมีความมุ่งมั่น อดทน ไม่ย่อท้อ มีความจริงใจในการทำงานและรู้จักการเคารพผู้ใหญ่เคารพคนรอบข้าง การรู้จักกาลเทศะ จะทำให้คุณประสบกับความสำเร็จได้ตามที่คุณปรารถนาทุกประการ

ฝึกฟังภาษาอังกฤษง่าย ๆ แค่ทำตามไม่กี่ขั้นตอน

การฟังภาษาอังกฤษนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยหลาย ๆ คน บางคนเห็นฝรั่งเดินข้ามถนนมาฝั่งเดียวกับที่คุณยืน ในสมองของคุณจะคิดทันทีว่า จะเดินเข้ามาป่าวนะ และขาทั้งคู่ของคุณจะรีบก้าวเดินออกห่างหลีกหนีฝรั่งคนนั้นไปอย่างอัตโนมัติทุกทีไป นี่คือเรื่องจริงใช่ไหม อย่าโกหกตัวเองนะ
การฝึกฟังภาษาอังกฤษตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ มีขั้นตอนการฝึกไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ให้คุณทำตามขั้นตอนไปทีละขั้น อย่าข้ามขั้นและควรใช้เวลากับมันให้มากสักหน่อย พยายามทำจากสิ่งที่ง่ายให้ชำนาญและทำซ้ำหลาย ๆ รอบเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มระดับไปทีละนิด เมื่อคุณผ่านขั้นตอนยากขึ้นไปอีกได้แล้ว คุณจะมองกลับมาเห็นก้าวเดินที่ยิ่งใหญ่ของคุณและภูมิใจไปกับมัน เรามาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำ

How to improve your English listening
ฝึกฟังภาษาอังกฤษง่าย ๆ แค่ทำตามไม่กี่ขั้นตอน
  1. ฟังบทสนทนาหรือข่าวภาษาอังกฤษครั้งเดียวจบไปเลย และอย่าให้บทสนทนานั้นมีบรรยายไทย ให้คุณฟังแต่เนื้อภาษาอังกฤษเท่านั้น ฟังแบบสบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ต้องเกร็งและไม่ต้องตั้งใจฟังให้มากเกินไป
  2. เมื่อฟังครั้งแรกผ่านไป ให้เปิดฟังรอบใหม่ทันทีอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดคำที่เราแน่ใจว่าพอเข้าใจ
  3. หลังจากนั้น ฟังและกดหยุดเสียงทุก ๆ ประโยค และลองเขียนสิ่งที่คุณฟังทันและเข้าใจออกมาลงกระดาษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากประโยคไหนไม่เข้าใจหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน ให้จดเป็นคำตามเสียงนั้นไม่จำเป็นต้องจดให้ถูกต้อง ขอแค่ให้คุณจดสิ่งที่คุณได้ยินชัด
  4. ลองเชื่อมต่อประโยคจากคำต่าง ๆ เข้าด้วยกันและลองเดาคำที่ขาดไปว่าน่าจะเป็นคำไหนลองเปรียบเทียบและเปิดฟังมันอีกรอบ
  5. เปิดฟังเสียงให้นานขึ้นกว่าครั้งแรกแล้วกดหยุดเพื่อจดคำศัพท์ลงกระดาษอีกครั้ง เมื่อเสร็จแล้วลองมาเปรียบเทียบกันดูว่าเหมือนกันกับครั้งก่อนหรือไม่อย่างไร ควรจะเปลี่ยนอะไรตรงไหน
  6. ให้คุณเปิดฟังเสียงสนทนานั้นแล้วอ่านคำที่คุณเขียนลงกระดาษไปพร้อม ๆ กัน คุณจะเริ่มเข้าใจทุกสิ่งที่บทสนทนานั้นกำลังกล่าวถึง มั่นใจได้เลยว่า 80% คุณจะเข้าใจมัน
  7. หมั่นฝึกแบบนี้สัปดาห์ละ 4-5 วัน พัฒนาการทางด้านภาษาอังกฤษของคุณจะได้มีความต่อเนื่องไม่สะดุดลง ไม่ต้องมาคอยรื้อฟื้นความรู้กันใหม่ทุกรอบในการฝึก
  8. เปลี่ยนการฝึกจากหน้าจอเป็นการฟังภาษาอังกฤษโดยตรงจากเพื่อนหรืออาจารย์ชาวต่างชาติบ้างถ้ามีโอกาส เพราะมันจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสนทนากับพวกเขาในอนาคต

เพียง 8 ข้อง่าย ๆ เท่านี้คุณก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นนักฟังภาษาอังกฤษที่เก่งขึ้นมาก แม้จะยังพูดไม่เป็น แต่เมื่อคุณฟังจนชำนาญแล้วล่ะก็ การพูดโต้ตอบก็จะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำได้เช่นกัน

เรื่องเล่าจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษแต่กลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 2

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับตอนที่ 1 ผมได้พูดถึงการเขียน การฟังและการอ่านไปแล้วว่าผมฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองแบบไหน และวิธีที่ผมใช้นั้นใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ผมจะไม่พูดถึงคนที่มี “พรสวรรค์” และผมก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนั้นสักเท่าไร เพราะผมเชื่อว่าการหมั่นฝึกฝนในเรื่องนั้น ๆ เป็นประจำ เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้คุณรู้จริงในสิ่งนั้น มาดูกันต่อไปเลยครับสำหรับตอนที่ 2 ว่าเหลืออะไรกันบ้าง

4.การพูดภาษาอังกฤษของผม

ข้อนี้ต้องบอกตรง ๆ เลยว่าใครทำแบบผมได้ผมยกนิ้วให้เลยนะ เพราะหนึ่งในข้อดีของตัวผมอย่างหนึ่งคือ ผมเป็นคนไม่อายและไม่กลัวคน อาจจะเป็นเพราะส่วนตัวเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งแต่เด็ก ช่วยเหลือทางบ้านทำการค้าเรียกลูกค้า ค้าขายเจอคนมากมายทุกวัน ทำให้ส่วนนี้ส่งผลดีมาให้กับตัวผมเต็ม ๆ และมันไม่ได้ดีต่อแค่การพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้กับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตผมอีกด้วย
การพูดภาษาอังกฤษนั้นเริ่มแรกผมเอาหนังสือพิมพ์และนิทานที่ซื้อมาฝึกภาษาไว้เต็มบ้าน เอามาอ่านออกเสียงดังให้ตัวเองได้ยิน อ่านมันอยู่อย่างนั้นทุกวัน วันละประมาณ 2 ชั่วโมง ให้ตัวเองได้จดจำลักษณะการขยับปากและเสียงสำเนียงที่ตัวเองแสดงออกมา คุณไม่ต้องไปใส่ใจหรอกว่าสำเนียงคุณดีหรือไม่ดี เหมือนเจ้าของภาษามากน้อยแค่ไหน เพราะมันไม่ใช่ภาษาแม่ของคุณ มันก็เป็นเพียงภาษาต่างชาติภาษาหนึ่งเท่านั้น แต่เพียงแค่มันจำเป็นต่อการเรียนรู้
หรืออีกวิธีหนึ่งที่ผมใช้เป็นประจำก็คือการใช้ภาษาอังกฤษโดยตรงกับชาวต่างชาติเลย โชคดีอีกอย่างคือที่บ้านผม ข้าง ๆ บ้านถัดไปประมาณ 7-8 ห้อง (บ้านผมเป็นห้องแถว) มีชาวต่างชาติมาเปิดสอนภาษาอังกฤษฟรี เป็นเหมือนมูลนิธิของประเทศเขามาก่อตั้งและคอยสอนภาษาอังกฤษให้กับทุกคนฟรี ทำให้มีฝรั่งเดินไปเดินมาผ่านหน้าบ้านผมวันละหลาย ๆ รอบ พวกนี้เขาใช้การเดินเท้าเอานะครับ ไม่ค่อยเห็นใครใช้รถเท่าไร เดินแบกกระเป๋าใหญ่ ๆ กันเกือบทุกคน ผมก็ได้โอกาสเหมาะในการชวนคุย เป็นอีกเรื่องที่ผมโชคดีเพราะฝรั่งพวกนี้เขาพอจะรู้วัฒนธรรมของคนไทยเรา เวลาเขาเดินผ่านหน้าบ้านผม ถ้าเห็นผมหรือแม่อยู่หน้าบ้าน เขาจะพูดว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” ทักทายด้วยหน้าตายิ้มแย้มทุกครั้งไป
ผมก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้ลอยนวล ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปเรียนภาษากับฝรั่งเขานะครับ แต่ผมเปลี่ยนฝรั่งหลายคนมาเป็นเพื่อนผมซะเลย ตั้งแต่เด็กอายุไม่น่าจะเกิน 10 ขวบ ไปจนถึงอายุ 40-50 ปีได้ ทุกคนพร้อมที่จะเป็นมิตรกับคนไทย และผมก็เชื่อว่าฝรั่งหลาย ๆ คนที่ชอบมาท่องเที่ยวในเมืองไทยนั้น เขาก็ต้องการจะผูกมิตรกับเราอยู่แล้วอย่างแน่นอนเพียงแค่คุณเปิดใจเดินเข้าไปหา และชวนพูดคุย คุณก็จะได้เปิดโลกกว้างให้กับตัวเองไปในตัวด้วย

5.แกรมม่า (ไวยากรณ์)

ผมบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำตรงนี้เลยว่าแกรมม่านั้นไม่ใช่ปัจจัยหลักในการฝึกภาษาอังกฤษเลยสักนิด ไม่เกี่ยวว่ามันเป็นเรื่องยากหรือง่าย แต่แกรมม่านั้นจะจำเป็นก็ต่อเมื่อคุณต้องการพูดให้ถูกหลักไวยากรณ์ แต่ถ้าคุณแค่ต้องการสื่อสารกับฝรั่งให้เข้าใจ คุณไม่ต้องไปเรียนแกรมม่าให้เสียเวลาเลย จะเห็นได้จากตอนเราเด็ก ๆ เราไม่ต้องมาเรียนไวยากรณ์ภาษาไทยก่อนถึงจะพูดไทยได้ใช่ไหมครับ เราทุกคนบนโลกนี้สามารถพูดภาษาแม่ของประเทศตัวเองได้ก่อนจะรู้จักคำว่าไวยากรณ์เสียด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปนั่งกังวลหรือวิตกว่าสิ่งที่พูด ฟัง อ่าน เขียน จะถูกหรือผิดหลักไวยากรณ์ ขอให้คุณทำการฝึกและหมั่นซ้อมตามที่ผมได้เล่ามาทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจก็พอ คุณจะพบกับความประหลาดใจกับตัวคุณเองว่าสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากขนาดนี้เลยหรือ ถ้ารู้อย่างนี้ฝึกไปตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมาเขินอายหรือเดินหนีฝรั่งทุกครั้งหรอก ขอให้คุณวางเรื่องแกรมม่าไปก่อน หรือถ้าคิดว่าตัวเองต้องสอบภาษาอังกฤษล่ะก็ ค่อยมาอ่านเรื่องพวกนี้แล้วกันนะ เพราะข้อสอบต้องอิงหลักไวยากรณ์เสมอ
สุดท้ายที่จะกล่าวถึงการฝึกภาษาอังกฤษจากประสบการณ์ของผมล้วน ๆ นี้ก็เป็น อุปสรรค์ตัวใหญ่ที่ทุกคนจะต้องเจอไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนทำอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่ทุกคนจะต้องพบเจอนั้นก็คือ ความขี้เกียจ ความเขินอาย ความไม่กล้า ความไม่รู้ อุปสรรค์พวกนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณไม่พกมันติดตัว เพราะถ้าคุณพามันตามคุณไปในทุก ๆ ที่แล้วล่ะก็ การฝึกภาษาอะไรก็ตามไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น คุณจะไม่มีวันทำมันได้สำเร็จเลย ขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านประสบการณ์ของผมประสบกับความสำเร็จในการเขียน อ่าน ฟัง พูด ภาษาอังกฤษนะครับ

การฝึกภาษาอังกฤษจากข่าวต่างประเทศ

ถ้าหากว่าช่องภาษาอังกฤษที่เป็นของไทยหายาก คุณก็ไม่ต้องกังวล เพราะคุณสามารถฝึกภาษาอังกฤษจากช่องข่าวต่างชาติไปเลยก็ได้ และจะดียิ่งกว่าเพราะคุณจะได้เรียนรู้และเลียนแบบสำเนียงของนักข่าวที่เป็นชาวต่างชาติไปได้ด้วยในตัว เพราะปกติหากเราเรียนภาษาและฟังเสียงจากใครแล้ว เราจะได้สำเนียงและลักษณะวิธีการพูดคล้าย ๆ กับคนที่เราได้เรียนมาจากเขาเช่นกัน

International News
International News

การฝึกภาษาอังกฤษจากข่าวไม่เพียงแค่คุณจะได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่คุณจะได้รับรู้ข่าวสารต่าง ๆ ที่มีนอกเหนือจากข่าวภายในประเทศ รับรู้ความเป็นไปก่อนเพื่อน ๆ เพราะข่าวภายในประเทศบางทีกว่าจะเอาข่าวของเมืองนอกมาออกนั้นจะล่าช้ากว่ากันไปอย่างน้อยก็สองถึงสามวัน ทำให้คุณเป็นนักฟังข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์โลกในทุกสถานการณ์

ช่องข่าวที่นิยมในการนำมาฝึกภาษาอังกฤษนั้นก็หนีไม่พ้นสำนักข่าวใหญ่ระดับโลกอย่าง CNN, BBC หรือ Learning English ของ Voice of America ซึ่งถ้าคุณต้องการเก่งสำเนียงแบบอเมริกาให้ดูช่องนี้ แต่ถ้าต้องการสำเนียงแบบชาวอังกฤษให้ดูช่อง BBC แต่ถ้าให้แนะนำ คงจะขอแนะนำเป็นช่อง BBC สาเหตุเพราะว่า การฝึกจากสำเนียงอังกฤษจากชาวอังกฤษที่เป็นต้นฉบับแล้ว คุณจะสามารถฟังภาษาอังกฤษสำเนียงของประเทศอื่น ๆ ได้เข้าใจง่ายกว่านั้นเอง หมายความว่า เรียนของยากไปเลย เพราะยังไงซะก็ยากพอ ๆ กันอยู่แล้ว

ขอให้คุณแบ่งเวลาในการฟังให้สม่ำเสมอทุกวัน การฟังภาษาอังกฤษทุก ๆ วันจะช่วยให้สมองของคุณจดจำสำเนียง ท่าทางการพูด สีหน้าเวลาพูด และความรู้สึกที่นักข่าวสื่อถึงภาพ จะทำให้ความรู้ต่าง ๆ ค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในสมองคุณอย่างช้า ๆ แต่ได้ผลดีเยี่ยม ใช้เวลาเพียงวันละ 1 ชั่งโมงต่อวันหรืออย่างน้อยสัก 30 นาทีก็ยังดี นั่งฟังข่าวไปอย่างใจเย็น ไม่ต้องเพ่งหูหรือเปิดเสียงดังสนั่นบ้าน ให้คุณฟังแบบธรรมชาติ ทันบ้างไม่ทันบ้าง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ปล่อยผ่านมันไป

เมื่อการฝึกผ่านมาถึงสักประมาณอาทิตย์ที่ 2 คุณลองนำกระดาษมาจดถึงสิ่งที่คุณได้ยิน เพราะถึงเนื้อข่าวของแต่ละวันจะแตกต่างกัน แต่การพูดคุย การเปิดเรื่อง การเกริ่นนำข่าว จะคล้ายคลึงกันในทุกวัน ภายในสองอาทิตย์นี้คุณยังไม่ต้องรู้เรื่องข่าวว่าแปลถึงอะไรก็ได้ แต่ขอให้คุณเข้าใจถึงการพูดนำข่าว การทักทายของนักข่าวกับผู้ชม การบอกลาหรือส่งต่อนักข่าวในแต่ละช่วงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

International News
International News

ต่อมาเมื่อคุณเข้าใจในบทพูดเพื่อเชื่อมข่าวสารต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเวลา คุณก็ค่อยมาลงลึกถึงเนื้อข่าวว่านักข่าวกำลังพูดถึงเรื่องอะไรโดนการฟังหัวข้อข่าว เนื้อข่าวและภาพที่ทางสำนักข่าวนำมารายงาน เพียงให้คุณดูภาพไปด้วยฟังเสียงไปด้วย โดยจดสิ่งที่คุณเข้าใจลงในกระดาษและเขียนวันเดือนปีไว้บนหัวกระดาษ จะได้แยกแยะได้ว่าเป็นข่าวของวันไหน จดไปเพียงแต่คำที่คุณเข้าใจ คำที่ยังไม่เข้าใจให้ปล่อยผ่านไปเช่นเดิม

หลังจากนั้นผ่านไป 3 เดือน ให้คุณเปิดข่าวทั้งหมดฟังย้อนหลังและเปิดดูกระดาษที่คุณจด เปรียบเทียบมันกับข่าวที่คุณเปิดฟัง คุณเชื่อหรือไม่ว่าคุณจะเข้าใจสิ่งที่เมื่อ 3 เดือนที่แล้วคุณไม่เข้าใจ โดยที่คุณไม่ต้องไปพึ่งพาพจนานุกรมเพื่อแปลภาษาอังกฤษเลยแม้แต่นิดเดียว และการฟังเหล่านี้จะทำให้คุณได้สำเนียงอังกฤษที่ถูกต้องแม่นยำอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดของการฝึกภาษาอังกฤษก็คือต้องทำเป็นประจำ ไม่โกหกตัวเอง อย่าถอย ฟังจนติดเป็นนิสัย และคุณก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างไม่ต้องอายใครอีกแล้ว

เรื่องเล่าจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษแต่กลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 1

วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์จริงที่เกิดจากการหมั่นฝึกฝนภาษาอังกฤษของผม และประสบความสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจก่อนว่า เทคนิคและวิธีการของแต่ละคนที่ใช้ฝึกนั้นย่อมแตกต่างกัน และอาจจะนำวิธีของคนหนึ่งที่ใช้ได้ผลมาแล้วไปใช้กับอีกคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เพียงเดินตามก็สามารถทำได้ ดังนั้นตัวคุณเองควรจะเอาวิธีหรือเทคนิคการฝึกที่มีให้เลือกอย่างมากมายในสมัยนี้ทั้งทางสื่อจากอินเตอร์เน็ตหรือเรียนรู้ตามสถาบันสอนภาษาอังกฤษต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง ถึงจะเป็นการดีที่สุด เอาล่ะมาดูกันเลยว่าผมทำอะไรบ้างตอนที่ฝึกภาษา

1.การเขียนภาษาอังกฤษของผม

เริ่มจากการเขียนเรื่องราวของตัวเองหรือเรื่องราวรอบตัวก่อนเลย อย่าเพิ่งเอาเวลาไปคิดถึงเรื่องคนอื่นหรือเรื่องไกลตัวที่เราไม่เคยให้ความสำคัญกับมันมาก่อน ให้คิดถึงเรื่องราวของตัวเองและเรียบเรียงมันขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษเพราะว่าถ้าเป็นเรื่องของตัวคุณเองแล้ว คุณจะรู้ดีกว่าอย่างอื่นและเข้าใจว่าจะถ่ายทอดมันออกมาอย่างไร โดยการเขียนเป็นบันทึกประจำวันว่า วันนี้คุณทำอะไรไปบ้าง กินอะไรบ้าง ตื่นนอนกี่โมง ไปที่ไหนมาบ้าง เป็นหัวข้อหลักก่อน เขียนเฉพาะคำศัพท์ที่คุณมีอยู่ในหัวนั้นแหละ ยังไม่ต้องไปหาคำศัพท์ใหม่ ๆ ให้เสียเวลา เพราะเดี๋ยวคุณจะรู้มันเอง

เมื่อคุณเขียนบันทึกประจำวันกับสิ่งรอบตัวคุณผ่านไปแล้วสักระยะหนึ่ง จากนั้นลองให้คุณถามเองตอบเองหรือใส่ความคิดเห็นในเรื่องที่คุณเจอมาเข้าไปในบันทึกด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น “วันนี้ฉันไปโรงเรียน” ประโยคนี้เป็นบันทึกตามปกติของผมทุกวัน แต่เมื่อผมใส่ความคิดเห็นไป ก็จะเป็น “วันนี้ฉันไปโรงเรียน มันน่าเบื่อมากเลย” แค่นี้เองสำหรับการเริ่มต้นการจดบันทึก และถ้าคุณถนัดแล้วก็ค่อยเพิ่มเติมให้ประโยคนั้นยาวขึ้นไปอีกจนกว่าคุณจะพอใจ และเมื่อผมไปเจออาจารย์หรือเพื่อนฝรั่ง ผมจะรีบเดินรี่เข้าไปหาให้พวกเขาตรวจประโยคเหล่านี้ให้ผมทันที ถ้าถูกผมก็ภูมิใจแต่ถ้าผิดก็รีบนำข้อแนะนำมาปรับปรุง

2.การฟังภาษาอังกฤษของผม

สมัยนี้คนไทยแทบจะเรียกได้ว่าทุกคนจะพกโทรศัพท์มือถือที่เป็นแบบสมาร์ทโฟนติดตัวกันแทบทุกคน และในมือถือนี้มันมีความสามารถเก็บไฟล์เสียงภาษาอังกฤษไว้แทบจะทุกรุ่นทุกยี่ห้อ คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาเครื่องที่ราคาแพงเพราะเพียงแค่หลักพันต้น ๆ ก็มีจำหน่ายกันเยอะแยะไปและใช้ได้ดีเหมือนกัน การฝึกภาษาอังกฤษจากการฟังของผมนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำ ผมก็แค่เพียงเปิดเพลงที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์หรือบทสนทนาที่ผมสนใจไว้ฟังบนรถหรือเวลาเดินทางไปไกล ๆ ที่ต้องมีกิจกรรมอะไรมาทำฆ่าเวลา ผมก็ใช้เวลาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์โดยการฟังภาษาอังกฤษซะเลย

ถ้าคุณชอบเพลงคุณก็บันทึกเพลงไว้ในมือถือของคุณ บทสนทนาในสถานการณ์ต่าง ๆ ก็เช่นกัน แต่ถ้าคุณชอบฟังอะไรที่เป็นทางการแล้วล่ะก็ ผมแนะนำไฟล์เสียงของสำนักข่าวต่างประเทศที่คุณสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ตง่าย ๆ หรือไม่ก็โหลด Application การฝึกภาษาอังกฤษมาไว้ในเครื่อง ก็ได้เช่นกัน แค่นี้คุณก็มีเสียงภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาโดยตรงเอาไว้ฟังได้ทุกเวลาที่ต้องการแล้ว

3.การอ่านภาษาอังกฤษของผม

ผมเริ่มจากหนังสือนิทานเด็กที่เป็นภาษาอังกฤษนะ ในหนังสือนั้นจะมีเรื่องราวนิทานต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด และที่สำคัญที่สุดคือมันมีแต่ศัพท์ง่าย ๆ ผมแน่ใจว่าถ้าคุณอยู่ในระดับปริญญาตรีหรือบางคนเรียนจบไปแล้ว ถ้าได้มาลองอ่านนิทานพวกนี้ดูแล้ว 80% – 90% คุณจะเข้าใจเรื่องราวของมันอย่างแน่นอน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังใจในการฝึกภาษาได้เป็นอย่างดี และอย่างน้อย ๆ ขอให้คุณหาเวลามาอ่านหนังสือเหล่านี้พร้อมทำความเข้าใจสัก 20-30 เล่มขึ้นไป

หลังจกที่คุณอ่านนิทานอังกฤษสำหรับเด็กไปได้เยอะแล้ว จากนั้นก็เพิ่มเติมระดับความยากขึ้นไปอีกหน่อย โดยการเอาบทความภาษาอังกฤษมาอ่าน เช่น หนังสือพิมพ์ นิยาย หรือบทสนทนาในบทเรียนก็ได้ ลองอ่านแล้วทำความเข้าใจ หากเจอศัพท์ที่ไม่รู้จักให้ข้ามไปก่อน เอาค่อยไปเปิดดูศัพท์ใหม่ทีหลังจากการอ่านหนังสือไปเสร็จแล้วหลายรอบ สมองของคุณจะสามารถประมวลภาพรวมของบทความที่อ่านออกมาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับประสบการณ์จริงจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษกลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 1 ของผม 3 ข้อแรก แค่นี้ก็ทำให้คุณเก่งได้ในระดับใช้งานแล้วนะ แต่ถ้าอยากให้เก่งขั้นเทพแบบผมล่ะก็ ต้องติดตามใน ประสบการณ์จริงจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษกลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 2

เริ่มต้นการพัฒนาตัวเองด้วยการจัดระเบียบรองเท้า

เวลาที่เราไปบ้านคนอื่นหรือมีแขกจากที่อื่นมาเยี่ยมเราที่บ้านนั้น ปกติแล้วเวลามีคนจะเดินเข้ามาภายในตัวบ้าน ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าและเอาไปเก็บไว้ที่ชั้นวางรองเท้า แต่นั้นหมายถึงแขกผู้มีระเบียบซึ่งเราจะไม่นับรวมในที่นี้ สิ่งที่เป็นจริงคือ คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแขกหรือเป็นเจ้าของบ้านเองก็ตาม จะชอบถอดรองเท้าสะบัดให้หลุดออกจากเท้าไว้อยู่แถว ๆ พื้นที่ใกล้กับชั้นวางรองเท้า เหตุเพราะความขี้เกียจและอาจจะคิดว่าเดี๋ยวเราก็ต้องออกไปข้างนอกอีกก็เลยไม่คิดจะวางรองเท้าเก็บให้เป็นระเบียบ

การเริ่มต้นพัฒนาปรังปรุงหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการจัดระเบียบรองเท้านี้ หลายท่านคงจะมองว่ามันไม่เห็นจะสำคัญตรงไหนเลย และคงจะไม่ทำให้บุคคลนั้นเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอนซึ่งความเชื่อแบบนั้นเป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง คุณจะเห็นได้ว่าคนรวยหลาย ๆ คนที่เขาประสบความสำเร็จ พวกเขาจะมีนิสัยทำอะไรก็ตามเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการกิน การแต่งตัว ความสะอาดของร่างกาย ทรงผมและหน้าตา คนเหล่านี้จะทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่งเป็นแน่หากว่าไม่ใช่นิสัยที่แท้จริง เขาจะปกครองใครแม้สักคนเดียวก็ทำไม่ได้ถ้าแค่เรื่องความเป็นระเบียบก็ยังต้องโกหก

เริ่มต้นการพัฒนาตัวเองด้วยการจัดระเบียบรองเท้า
เริ่มต้นการพัฒนาตัวเองด้วยการจัดระเบียบรองเท้า

วิธีการจัดระเบียบรองเท้าแท้จริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย ทำไมจะต้องพูดคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าคุณคิดแบบนี้ คุณอาจจะโดนถามกลับว่า ก็ถ้าเรื่องมันดูเหมือนจะไม่เป็นเรื่องแต่ทำไมคุณยังทำมันไม่ได้ล่ะ ! ถ้าคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ ล่ะก็ การใช้วิธีนี้เป็นการเริ่มต้นก็เป็นความคิดที่ดีไม่แพ้วิธีอื่นเลยทีเดียวล่ะจะบอกให้

เพียงแค่จากเดิมที่คุณเดินสะบัดรองเท้าออกกระเด็นกระดอนไปตามพื้น ก็เปลี่ยนเป็นค่อย ๆ ถอดโดยการก้มลงไปใช้มือช่วยถอดรองเท้าออกและจัดเรียงพวกมันไว้ตามชั้นวางรองเท้า และหากเห็นว่าแขกที่มาบ้านหรือคนในครอบครัวถอดรองเท้าไว้ไม่เป็นระเบียบล่ะก็ แนะนำเลยว่าคุณไม่จำเป็นต้องไปบอกหรืต่อว่าพวกเขา เพียงคุณจัดระเบียบรองเท้าของพวกเขาในทันทีที่คุณเห็นในทุก ๆ ครั้ง เท่านั้นเอง เมื่อคนในครอบครัวของคุณเห็น หรือแขกที่มาพักอยู่ที่บ้านของคุณเห็นว่ารองเท้าของพวกเขาถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยเจ้าของบ้าน พวกเขาก็จะเกิดความละอายแก่ใจและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปกับคุณ เขาจะต้องถอดรองเท้าและวางให้เป็นระเบียบแน่นอนในครั้งต่อไปที่มาเยือน

วิธีนี้ไม่เพียงแค่เปลี่ยนตัวของคุณเองได้ แต่ยังสามารถเปลี่ยนคนรอบ ๆ ข้างของคุณได้อีกด้วย ยิงนัดเดียวได้นกเป็นโหลเลยทีเดียว เป็นยังไงบ้างล่ะถึงวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยเริ่มต้นจากการจัดระเบียบรองเท้า

5 ข้อสำคัญของการฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งขั้นเซียน

วันนี้เราจะมาเปิดเผยเคล็ดวิชาการฝึกพูดภาษาอังกฤษ 5 ข้อ ที่ทำให้เก่งระดับเซียนแบบง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ อย่าเสียเวลาเลยมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.คุณต้องเปิดใจรับฟัง

การฟังการสนทนาภาษาอังกฤษจากเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติหรือจากหนัง จากละครหรือเปิดข่าวต่างประเทศที่ใครหลาย ๆ คนกลัวนั้นแหละเป็นการเปิดทางในการเริ่มต้นที่ดี หากเพียงแค่คุณลองเปิดใจรับฟัง อย่าเบือนหน้าหนีหรือเปลี่ยนช่องไปไหน ขอให้คุณนั่งและฟังไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องตั้งใจมากนัก ไม่ต้องถึงกับรีเพลไปฟังคำที่ฟังไม่ทัน ไม่ต้องทำแบบนั้น ปล่อยผ่านมันไป ฟังไปเรื่อย ๆ จับเฉพาะคำที่ฟังเสียงได้ชัดเจนก็พอ ทำแค่นี้อย่างสม่ำเสมอ แล้วลองสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองในระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน จนถึง 1 ปี เปรียบเทียบกันดูว่าคุณเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดไหน แล้วคุณจะตกใจกับผลที่ได้รับเลยแหละ

2.การจำภาพแทนการท่องศัพท์

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเดิม ๆ หนี้ไม่พันการท่องจำศัพท์แสงต่าง ๆ ที่แสนน่าเบื่อ ถ้าคุณเดินไปถามนักเรียนหรือนักศึกษาหรือเพื่อน ๆ ของคุณว่า เรียนภาษาอังกฤษมาเบื่ออะไรมากที่สุด ? บอกได้เลยว่าคำตอบแรกที่คุณจะได้ยินคือ “เบื่อการท่องจำศัพท์” และบอกได้เลยว่าการท่องจำศัพท์จากตัวอักษรนั้นเป็นวิธีการที่ผิดมหันต์ เพราะทุกครั้งที่คุณได้ยินคำศัพท์จากปากของฝรั่งมากระบวนการทางความคิดของคุณจะประมวลผลของคำศัพท์คำนั้นเป็นตัวหนังสือก่อนแล้วจึงเชื่อมไปเป็นภาพในหัว แล้วเมื่อคุณนึกคำตอบ คุณจะต้องคิดถึงสิ่งที่คุณต้องการจะตอบก่อนแล้วค่อยเรียบเรียงคำศัพท์ถึงจะได้ตอบคำถาม ทำให้เสียเวลาในการสนทนาไปอย่างสิ้นเปลืองและดูผิดปกติมนุษย์ แต่หากคุณฝึกจำคำศัพท์จากภาพแทน คุณจะสามารถโต้ตอบฝรั่งคนนั้นได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำและถูกต้อง ถึงจะยังไม่ถูกตามหลักไวยากรณ์ก็ยังไม่ต้องเป็นกังวลอะไร

3.หยุดให้ความสนใจแกรมม่า

ตอนเด็ก ๆ คุณสามารถพูดภาษาไทยได้ก่อนที่คุณจะเข้าเรียนเสียอีกคุณจำได้ไหม คุณสามารถโต้ตอบพูดคุยกับคุณพ่อและคุณแม่ได้อย่างอิสระ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาจำกัดการพูดและการใช้ศัพท์ นั้นเป็นเพราะการสนทนาของคนทั่วโลกไม่ใช่เพียงแค่ภาษาอังกฤษ ไม่ได้อิงหลังแกรมม่าอะไรเลย การเรียนหลักไวยากรณ์นั้นเราจะมาเรียนทีหลังเพื่อให้เข้าใจหลักการใช้ภาษาอย่างถูกต้องตามหลักสากลเท่านั้น เหตุนี้เองขอให้คุณทุกคนที่อยากจะเก่งภาษาอังกฤษหยุดให้ความสนใจแกรมม่าเสียที

4.อย่าแปลไทยให้เสียเวลา

แล้วจะทำอย่างไรล่ะ ถ้าไม่แปลไทยจะรู้เรื่องหรือ ? รู้เรื่องสิถ้าคุณนึกเป็นภาพได้ ถ้าคุณมองเห็นแมวให้คุณจำคำเรียกแมวนั้นว่า Cat (แค๊ท) เป็นการจำคำเรียกเลย คุณไม่ต้องไปสนใจแปล ขอให้คุณจำว่าสิ่งที่เห็นหรือเดินอยู่นั้นคือ Cat (ให้ลืมคำว่าแมวหรือไม่ใส่ใจไปเลย) ขอให้คุณทำแบบนี้เช่นเดียวกับหลาย ๆ อย่าง เช่น ประตู ก็ให้คิดถึงคำว่า Door (ดอร์) แค่นี้จะทำให้คุณใช้คำพูดและคิดคำตอบเมื่อโดนถามได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวมากขึ้นอีกเยอะ เพราะเมื่อคุณเจอคำถามหรือเมื่อคุณต้องการจะสนทนากับชาวต่างชาติคุณจะนึกถึงสิ่งที่คุณอยากจะพูดและพูดมันออกมาได้อัตโนมัติ ไม่ต้องไปคิดเป็นภาษาไทยในหัวก่อนแล้วค่อยแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกรอบก่อนพูด เช่นเดียวกันเมื่อคุณได้ยินขชาวต่างชาติพูดมาคุณก็ไม่ต้องเสียเวลาไปแปลไทยในหัวก่อนแล้วถึงจะเข้าใจว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร

5.การเปลี่ยนสิ่งรอบตัวให้เหมือนอยู่กับฝรั่ง

ข้อนี้ทำได้ง่ายมาก ปกติคุณดูทีวีดูข่าวดูกีฬาเสียงไทยหรือพากย์ไทย ก็แค่เปลี่ยนเป็นช่องข่าวภาษาอังกฤษแต่เป็นช่องของคนไทยนี่แหละ เพราะคุณจะสามารถนำเหตุการณ์จริงมาเปรียบเทียบกับข่าวที่เกิดขึ้นและเข้าใจมันได้จากภาพและนำมันโยงเข้ามาถึงคำพูดต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

เคล็ดวิชาทั้ง 5 นี้ไม่ใช่เคล็ดลับแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เพียงแค่คุณยังไม่เปิดใจที่จะทำ คุณถึงไม่สามารถพูดคุยภาษาอังกฤษได้สักที หากเมื่อคุณทำตามข้อที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วรับประกันเพียงแค่ 1-3 เดือน คุณจะเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 10 เป็น 100 เท่าจากเดิมเลยทีเดียว

6 สำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้อธิบายลักษณะของคน

นั่งดูวิดิโอเรื่อยเปื่อยแล้วเจอสำนวนน่าสนใจเลยเอามาเขียนไว้บนเว็บเผื่อใครผ่านมาเจอจะได้นำไปลองใช้คุยกับฝรั่งดู เสริมความมั่นใจได้อีกโขเลยทีเดียว

a man of few words

สำนวนแรก เป็นการพูดถึงคนที่เงียบสงบ พูดน้อย เช่นพระ หรือคนที่พูดน้อยๆทั่วไป ตัวอย่างเช่น The Buddhist monk was a man of few words = พระในศาสนาพุทธเป็นคนที่พูดน้อย

a ladies man

สำนวนนี้ออกแนวคาสโนว่านิดๆครับ หมายถึงผู้ชายที่ฮ็อตในหมู่สาวๆและก็ชอบสาวๆด้วย นึกภาพถึงหนุ่มเจ้าสำราญที่สาวๆกรี๊ดอย่าง เจมส์ บอนด์ เอาไว้ครับ นั่นแหละความหมายของสำนวนนี้ James Bonds is a ladies man!!

a man of his word

สำนวนนี้หมายถึงคนที่พูดอะไรแล้วต้องทำให้ได้ตามนั้น หรือก็คือคนรักษาคำพูดนั่นเอง ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายครับ กับผู้หญิงก็แค่เปลี่ยนจาก a man of his word เป็น a woman of her word

a man of the people

สำนวนนี้ช่างตรงกับคำว่า “คนของประชาชน” ในบ้านเราจริงๆแฮะ ความหมายนี้เลยครับ เป๊ะ!

a confirmed bachelor

สำนวนนี้ผมก็เพิ่งเคยเจอครั้งแรกเหมือนกัน แว๊บแรกนึกว่ามันเกี่ยวอะไรกับปริญญาวะครับ จริงๆไม่เกี่ยวเลยครับ มันหมายถึงหนุ่มโสดหรือสาวโสดที่เค้าก็ยืนยันว่าจะโสดแบบนี้ต่อไป และพอใจที่จะเป็นแบบนี้ งงมั้ยครับ? ตัวอย่างเช่น I’m a confirmed bachelor หมายถึง ผมพอใจกับชีวิตโสดของผม ประมาณนี้

the man of the hour

สำนวนนี้หมายถึงคนที่ตั้งใจทำอะไรแบบสุดๆแล้วประสบผลสำเร็จ เช่นนักกีฬาที่ตั้งใจฝึกซ้อมจนชนะการแข่งขันและได้รับรางวัล เราก็จะพูดว่า The winner of the race was the man of the hour

ทำให้เสร็จในวันนี้ อย่ามัวแต่รอ

การพัฒนาตัวเองจะต้องเกิดจากตัวคุณเอง มันไม่สามารถเกิดจากคนอื่นมายัดเยียดให้คุณได้ หากวันนี้คุณมีงานบ้านหรืองานของบริษัทที่ได้รับมอบหมายให้มาทำ และงานชิ้นนั้นเป็นงานที่ทำไม่นานก็เสร็จ ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่มีกำหนดการส่งอาทิตย์หน้า คุณควรจะทำให้มันเสร็จภายในวันนี้เลย ไม่จำเป็นต้องรอไปอีก 2-3 วัน หรืออีก 4-5 วันค่อยทำ เพราะแนวคิดแบบนั้นจะทำให้ผลงานที่ทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

เรามาดูกรณีตัวอย่างง่าย ๆ ที่หลายคนคงจะเป็นแบบนี้ คือ วันนี้นายเอต้องซักผ้า แต่นายเอคิดว่าชุดทำงานเหลืออีก 3 ชุด เลยจะซักผ้าอีกใน 2 วันข้างหน้า เพราะเสื้อทำงานยังเหลือไว้ใส่ได้อีก 3 วัน วันที่ 3 ที่จะซักก็จะเหลือชุดทำงาน 1 ชุดพอดี นายเอคิดว่าจะซักตากทิ้งไว้แล้วออกไปทำงาน ดังนั้นพอถึงวันที่ 3 นายเอจึงซักผ้าทั้งหมดและนำไปตากที่ดาดฟ้าของบ้าน จากนั้นก็สวมชุดทำงานที่เหลือเพียงแค่ชุดเดียวออกไปทำงานตามปกติ แต่แล้วในวันที่ร้อนอบอ้าว ก็ดันมีเมฆฝนลอยผ่านเข้ามาอย่างไม่คาดคิด ทำให้ฝนตกบริเวณแถวบ้านของนายเอทั้งหมด เสื้อผ้าที่นายเอคิดว่าจะกลับมาเก็บตอนกลับจากเลิกงานในตอนเย็น ขณะนี้ได้เปียกฝนผสมกับเศษฝุ่นผงสกปรกเหมือนตอนยังไม่ได้ซัก เมื่อนายเอกลับมาบ้านและเห็นอย่างนั้น นายเอก็นั่งเซ็งและโทษตัวเองว่า ทำไมเราไม่ซักผ้าตั้งแต่ 3 วันที่แล้ว เราจะได้มีชุดทำงานเหลือใส่ต่อไปอีก 1 อาทิตย์

Do-It-Now
Do it now

การยกตัวอย่างมานี้ ถึงจะเป็นตัวอย่างสมมติแต่เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็เป็นเช่นนี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า ดินพอกหางหมู หมายถึง นิสัยที่ชอบปล่อยให้การงานคั่งค้างสะสม ผัดวันประกันพรุ่ง เกียจคร้าน ไม่ยอมทำให้สิ่งนั้นสำเร็จเสร็จสิ้นโดยเร็ว การพัฒนาตนเองโดยการทำงานให้เสร็จตามกำหนดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านั้นคือ คุณควรจะทำให้เสร็จเร็วกว่ากำหนดถึงจะดีที่สุด ไม่ต้องรอให้เจ้านายหรือเจ้าของงานมาคอยทวงงาน ซึ่งนั้นจะทำให้คุณหมดความน่าเชื่อถือและจะทำให้หน้าที่การงานของคุณตกต่ำลงด้วย

ไม่ว่าการทำงานส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตาม ถ้าคุณสามารถทำให้เสร็จโดยเร็วและงานที่ทำนั้นจะต้องทำให้เต็มความสามารถ ผลตอบรับของมันจะต้องส่งผลที่ดีกับตัวคุณอย่างแน่นอนที่สุด มันเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นของคุณในสายตาของเจ้านายหรือลูกค้า คุณจะดูเป็นคนที่ต้องได้รับความเคารพจากคนรอบข้าง เพียงแค่คุณทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จลงโดยเร็วเท่านั้น